
ในสมัยพุทธกาล ณ เมืองเวสาลี อันเป็นมหานครที่รุ่งเรือง เต็มไปด้วยผู้คน พ่อค้าวาณิช และเหล่าขุนนางที่มั่งคั่ง มีบุรุษผู้หนึ่งนามว่า "สมมทัตตะ" เขาเป็นบุตรชายของเศรษฐีผู้มีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาล มีบ้านเรือนใหญ่โต มีบริวารนับร้อย แต่ถึงแม้จะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกนี้มอบให้ สมมทัตตะกลับเป็นผู้ที่ประพฤติตนผิดไปจากผู้มีบุญทั้งหลาย เขาไม่เคยรู้จักความพอดี ไม่เคยรู้จักการแบ่งปัน หรือแม้กระทั่งการระลึกถึงคุณของผู้อื่น
สมมทัตตะเป็นคนอวดดี หยิ่งทะนงในชาติกำเนิดและทรัพย์สมบัติของตนเอง เขาเชื่อมั่นว่าตนเองนั้นเหนือกว่าผู้อื่นทุกประการ เขาชอบดูถูกเหยียดหยามผู้ที่ด้อยกว่า ทั้งทางฐานะและปัญญา การกระทำของเขาทำให้ผู้คนรอบข้างพากันเอือมระอา แม้กระทั่งบิดามารดาผู้ให้กำเนิดก็ยังอดที่จะเป็นห่วงบุตรชายผู้หลงผิดมิได้
วันหนึ่ง สมมทัตตะได้เดินทางไปในตลาดเพื่อจับจ่ายซื้อของ เขาเห็นพ่อค้าเร่ผู้หนึ่งกำลังขายน้ำผึ้งหวานหอม แต่ด้วยนิสัยที่ชอบดูถูก สมมทัตตะจึงเดินเข้าไปหาพ่อค้าน้ำผึ้งด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง
"เฮ้ย เจ้าคนยากจน! น้ำผึ้งของเจ้ามันมีกลิ่นอะไรแปลกๆ นะ ข้าได้กลิ่นเหมือนขี้หนูผสมอยู่เลย"
พ่อค้าน้ำผึ้งเป็นคนแก่ชรา ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย แต่ดวงตาของท่านยังคงเปี่ยมด้วยความเมตตา ท่านได้แต่ยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับไปอย่างนุ่มนวล
"ท่านผู้เจริญ ขออภัยหากน้ำผึ้งของข้าทำให้ท่านไม่สบายใจ น้ำผึ้งนี้เป็นน้ำผึ้งป่าแท้ๆ ที่ข้าได้เก็บเกี่ยวมาด้วยความยากลำบาก ไม่เคยมีผู้ใดเคยติเตียนมาก่อนเลย"
สมมทัตตะหัวเราะเยาะเสียงดัง
"อย่ามาอ้าง! เจ้ามันก็แค่คนจนที่พยายามจะหลอกขายของเสียให้คนรวยอย่างข้า ระวังให้ดีเถอะ สักวันเจ้าจะต้องเจอดี!"
สิ้นคำพูด สมมทัตตะก็เดินสะบัดหน้าจากไป ทิ้งให้พ่อค้าน้ำผึ้งยืนมองตามหลังด้วยความสงสาร
กาลเวลาล่วงเลยไป สมมทัตตะยังคงประพฤติตนเยี่ยงเดิม ไม่เคยสำนึกผิด หรือคิดปรับปรุงตนเอง วันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านอันกว้างใหญ่ สมมทัตตะได้สังเกตเห็นต้นมะม่วงต้นหนึ่งที่ออกผลดกเป็นพิเศษ เขาคิดในใจว่า
"ผลมะม่วงพวกนี้ดูน่ากินเสียจริง แต่ถ้าปล่อยให้คนอื่นได้กิน ก็คงเสียดายแย่ ข้าควรจะเก็บเกี่ยวทั้งหมดไว้กินเองคนเดียว"
ด้วยความคิดอันเห็นแก่ตัวนั้น สมมทัตตะจึงสั่งให้คนสวนนำตาข่ายมาขึงรอบต้นมะม่วงทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้ใคร หรือแม้แต่สัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ได้มีโอกาสลิ้มรสผลมะม่วงอันหอมหวานนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้น สมมทัตตะตื่นขึ้นมาด้วยความกระหายน้ำ เขารู้สึกอยากดื่มน้ำหวานๆ สักแก้ว แต่เมื่อนึกถึงน้ำผึ้งที่เคยดูถูกพ่อค้าเฒ่า สมมทัตตะก็พลันคิดถึงผลมะม่วงที่เขาหวงแหน
"คงจะดีไม่น้อยหากข้าได้น้ำมะม่วงสดๆ ปั่นกับน้ำผึ้ง" เขาครุ่นคิด
สมมทัตตะเดินตรงไปยังสวนมะม่วง แต่เมื่อไปถึง เขากลับพบเห็นภาพอันน่าตกใจ
ต้นมะม่วงที่เคยออกผลดก กลับมีเพียงใบอันเหี่ยวแห้ง กิ่งก้านที่เคยชูช่อ กลับหักโค่นลงมา ราวกับถูกพายุพัดโหมกระหน่ำ แต่สิ่งที่ทำให้สมมทัตตะแทบสิ้นสติ คือ เขาเห็นรังผึ้งรังใหญ่ที่เคยอยู่บนต้นไม้ ได้ถูกทิ้งเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นดิน น้ำผึ้งสีทองไหลนองไปทั่ว
สมมทัตตะรีบรุดเข้าไปดูใกล้ๆ เขาเห็นผึ้งนับพันนับหมื่นตัว กำลังบินวนเวียนอย่างเกรี้ยวกราด และด้วยความตกใจ สมมทัตตะจึงได้ตะโกนออกมา
"อะไรกันนี่! เกิดอะไรขึ้นกับสวนมะม่วงของข้า! แล้วรังผึ้งพวกนี้มาจากไหน!"
ขณะที่เขากำลังตกตะลึงนั้นเอง ก็มีแมลงตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีใครเคยสังเกตเห็นมาก่อน บินออกมาจากพุ่มไม้ใกล้ๆ มันมีปีกสีเขียวมรกต และส่งเสียงแหลมเล็ก
แมลงตัวนั้นได้พูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัด ราวกับจะประกาศก้องไปทั่วสวน
"ท่านสมมทัตตะ! ท่านได้กระทำการอันละโมบเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักการแบ่งปันมานานแสนนาน บัดนี้ ท่านจะได้รับผลกรรมจากการกระทำของท่านเอง!"
สมมทัตตะตกใจจนตัวสั่น
"เจ้า... เจ้าพูดได้อย่างไร! เจ้าเป็นใครกัน!"
แมลงสีเขียวมรกตตอบ
"ข้าคือ "สมมทัตตะ" จากชาติภพในอดีต ข้าเคยเป็นผู้ที่รักความสะอาดมาก จนถึงขั้นขุ่นเคืองใจหากมีสิ่งใดมาแปดเปื้อน แต่ข้าก็ไม่เคยล่วงเกินใคร เมื่อข้าสิ้นชีวิตลง ข้าก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดา แต่เมื่อข้าได้มาเห็นท่านในวันนี้ ข้าจึงต้องมาเตือนท่านถึงผลแห่งกรรม!"
สมมทัตตะยืนอึ้งไป เขาไม่เข้าใจว่าแมลงตัวน้อยนี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไร
แมลงสีเขียวมรกตเล่าต่อไป
"ท่านจำพ่อค้าน้ำผึ้งเฒ่าที่ท่านดูถูกเมื่อวันก่อนได้หรือไม่? รังผึ้งที่ท่านเห็นอยู่นี้ คือรังผึ้งที่ข้าได้สร้างไว้เมื่อครั้งที่ข้าเป็นสมมทัตตะในชาติก่อน ข้าได้เสียสละเวลาทั้งชีวิต เพื่อเก็บเกสรดอกไม้นานาชนิดมาสร้างรังและผลิตน้ำผึ้งอันบริสุทธิ์ แต่ท่านกลับเหยียดหยามน้ำผึ้งของข้าว่าเป็นเหมือนขี้หนู! และผลมะม่วงที่ท่านหวงแหนนักหนา ก็เป็นผลที่ข้าได้ดูแลรักษามาด้วยน้ำพักน้ำแรง! แต่ท่านกลับหวงแหนจนไม่ยอมแบ่งปันให้สิ่งมีชีวิตอื่นใด!"
สมมทัตตะรู้สึกเหมือนมีค้อนทุบเข้ากลางใจ เขาเริ่มตระหนักถึงความผิดของตนเอง
แมลงสีเขียวมรกตกล่าวต่อ
"เมื่อท่านไม่รู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น สิ่งที่ท่านหวงแหนก็จะสูญเสียไป เช่นเดียวกับที่รังผึ้งของข้าถูกทำลาย และผลมะม่วงของท่านก็เหี่ยวเฉา เพราะท่านไม่เคยคิดถึงความสุขของผู้อื่น นอกจากความสุขของตนเอง!"
สมมทัตตะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดิน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยน้ำตา เขาได้แต่มองไปที่ซากรังผึ้งที่แตกสลาย และต้นมะม่วงที่ไร้ซึ่งผล
แมลงสีเขียวมรกตกล่าวทิ้งท้าย
"ท่านสมมทัตตะ จงจำไว้เถิดว่า ความเห็นแก่ตัวและความอวดดี จะนำพามาซึ่งความสูญเสีย จงเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน จงเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แล้วท่านจะพบกับความสุขที่แท้จริง"
เมื่อกล่าวจบ แมลงสีเขียวมรกตก็บินหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงสมมทัตตะที่นั่งร่ำไห้อยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง
เหตุการณ์ครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของสมมทัตตะไปตลอดกาล เขาได้ตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเอง เขาได้เรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ได้มาจากการมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย หรือการดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น แต่มาจากการแบ่งปัน การช่วยเหลือ และการมีเมตตาต่อสรรพสิ่ง
หลังจากวันนั้น สมมทัตตะได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตนเอง เขาเลิกนิสัยเย่อหยิ่งและเห็นแก่ตัว เขาเริ่มแจกจ่ายทรัพย์สินให้แก่ผู้ยากไร้ เขาเริ่มช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน และเขาได้เรียนรู้ที่จะเคารพผู้อื่นทุกคน ไม่ว่าจะมีฐานะใด หรือมาจากที่ใด
ผู้คนรอบข้างต่างประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของเขา แต่ก็ยินดีที่ได้เห็นสมมทัตตะผู้หลงผิดกลับตัวกลับใจ กลายเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี และเป็นที่รักของคนทั่วไป
ในที่สุด สมมทัตตะก็ได้พบกับความสุขที่แท้จริงในชีวิต เขาได้เรียนรู้ว่า การให้ คือ การได้รับ และการแบ่งปัน คือ การเติมเต็ม
ความเห็นแก่ตัวและความอวดดี นำมาซึ่งความสูญเสีย การแบ่งปันและเมตตาต่อผู้อื่น คือ หนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
บารมีแห่งการเสียสละ (ทานบารมี) และบารมีแห่งการไม่เห็นแก่ตัว (เมตตาบารมี)
— In-Article Ad —
ความเห็นแก่ตัวและความอวดดี นำมาซึ่งความสูญเสีย การแบ่งปันและเมตตาต่อผู้อื่น คือ หนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
บารมีที่บำเพ็ญ: บารมีแห่งการเสียสละ (ทานบารมี) และบารมีแห่งการไม่เห็นแก่ตัว (เมตตาบารมี)
— Ad Space (728x90) —
229ทุกนิบาตมหิสชาดก ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์อยู่ ได้ทรงปรารภถึงเรื่องรา...
💡 ความเสียสละเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นคุณธรรมอันสูงส่ง และความซื่อสัตย์นั้นจะนำมาซึ่งเกียรติยศและคุณค่าในตนเอง
128เอกนิบาตมหาปาลชาดกณ เมืองเวสาลี อันเป็นเมืองที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและภูมิปัญญา มีบุรุษผู้หนึ่งชื่อ ปาละ เขา...
💡 ความดีและความบริสุทธิ์ย่อมชนะความอิจฉาริษยาและคำใส่ร้าย
53เอกนิบาตมหาสุตโสมชาดกณ แคว้นกาสี อันเป็นแคว้นที่รุ่งเรืองและเต็มไปด้วยอารยธรรม ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตทรงครอ...
💡 ความเมตตาและการไม่เห็นแก่ตัว คือหนทางสู่ความเจริญ
529มหานิบาตความภักดีคือสิ่งประเสริฐณ เมืองเวฬุวัน อันร่มรื่นด้วยหมู่ไม้เขียวขจี มีพ่อค้าผู้มั่งคั่งอาศัยอยู่ พ่...
💡 ความภักดีต่อบุพการีเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ ควรยึดมั่นในความกตัญญูกตเวที
84เอกนิบาตอุรคชาดก ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นกาสี อันเป็นอาณาจักรอันรุ่งเรือง เต็มไปด้วยมหาชนผู้มีศรัทธาและป...
💡 ความเมตตาธรรมและการให้อภัยสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้กระทำผิดให้กลับมาเป็นคนดีได้ แม้ผู้กระทำผิดจะเคยมีอดีตที่มืดมนเพียงใดก็ตาม การให้โอกาสและการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง ย่อมนำพาไปสู่การกลับตัวกลับใจ.
101เอกนิบาตสัตตบุรุษชาดก ในสมัยโบราณกาล ณ กรุงพาราณสี อันเป็นราชธานีอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นกาสี พระโพธิสัตว์เจ้า...
💡 การเป็น "สัตบุรุษ" หรือผู้ประเสริฐ คือการมีคุณธรรม 7 ประการ ได้แก่ การให้ทาน, การรักษาศีล, ความเพียร, ปัญญา, สัจจะ, เมตตา, และการไม่พยาบาท เมื่อเราประพฤติตนเป็นสัตบุรุษ เราจะไม่เพียงแต่หลุดพ้นจากความทุกข์ แต่ยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ และนำพามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่สังคมโดยรวมได้
— Multiplex Ad —